ขอทุกคนฟังหูไว้หู ความจริงยังไม่ปรากฏ ทำใจหากโดนประหาร

พ่อและน้องชายของ แม่ปุ๊ก น้ำตาซึมเครียดหนัก ยันไม่ได้สมคบคิดเรื่องเงินบริจาค ทำใจหากลูกถูกประหาร ไม่มีแม้เงินจ้างทนาย แต่ขอทุกคนฟังหูไว้หู ความจริงยังไม่ปรากฏ

รายการ เรื่องลับมาก (NO CENSOR) ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.20-15.00 น. ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 วันนี้ (27 พฤษภาคม 2563) ดร. เสรี วงษ์มณฑา เปิดใจสัมภาษณ์ พ่อและน้องชาย แม่ปุ๊ก กรณีที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด มีส่วนในเรื่องเงินบริจาค 20 ล้าน

น้องเอ (นามสมมติ) เข้ามาอยู่ในบ้าน ปุ๊กมาคลอดที่บ้านหรือคลอดมาก่อน ?

          พ่อ : เขาคลอดมาก่อน ก่อนมาอยู่ที่บ้าน ตอนนั้นน้องยิ้มอายุไม่ถึงเดือน ไม่น่าเกิน 10 วัน

ไปรับเขามีโอกาสได้เห็นแฟนของปุ๊กมั้ย ?
          พ่อ : ได้เห็น ก็เชื่อว่าเขาเป็นพ่อของน้องยิ้ม

น้องชาย : ผมก็เชื่อ เพราะผมเห็นน้องยิ้มดูดนมจากเต้าพี่ปุ๊กเลย ผมก็เลยเชื่อว่าเป็นลูกพี่ปุ๊กจริง ๆ

ในเมื่อเขาอยู่ด้วยกัน ไม่ถามเหรอเรื่องพ่อของเด็ก ?

          พ่อ : รับมาด้วยกันทั้งหมดเลย เขาอยู่บ้าน 4-5 เดือนก็ย้ายออกไป ไม่ได้ถามสาเหตุว่าทำไมย้าย

          น้องชาย : มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาครับ

พ่อยืนยันว่าน้องบี (นามสมมติ) เป็นลูกปุ๊กแน่ ๆ เพราะพาไปคลอด เขาท้องพ่อไม่เห็นเลยเหรอ ?

พ่อ : ไม่เคยเห็นเลยครับ ไม่เคยเห็นเขาอาเจียนอะไร ตอนนั้นผมไม่ทราบว่าเขาท้อง จนพาเขาไปคลอด

น้องบีป่วยตอนไหน อาการป่วยเป็นยังไง ?

          พ่อ : น้องบีป่วยปลายปีที่แล้ว เราไปบ้านที่ต่างจังหวัด เลี้ยงกินกันธรรมดาปกติ แล้วสันนิษฐานว่าอาจเป็นการกินปลาหมึก เข้าใจว่าแพ้อาหาร และผื่นขึ้น ปุ๊กเขาเลยถ่ายรูปและส่งไปให้หมอที่รักษาน้องเอดูว่าผื่นตัวนี้เกี่ยวกับภูมิแพ้อะไรหรือเปล่า แล้วเขาก็พาลูกไปตรวจภูมิแพ้ดูว่าเหมือนน้องยิ้มหรือเปล่า

พอตรวจแล้วผลเป็นยังไง ?

          พ่อ : ผมไม่ทราบผลการตรวจ เพราะเขาไม่ได้บอกอะไรผมเลย

          น้องชาย : ผมก็ไม่รู้เลยเหมือนกัน เขาไม่ได้คุยอะไร เพราะตอนไปบ้านต่างจังหวัดผมไม่ได้ไปด้วย ผมอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ผมก็เลยไม่รู้เรื่องอะไรเลย

พ่อ : คิดว่าเป็นอาการภูมิแพ้ครับ

แล้วป่วยอีกครั้ง ห่างกับรอบแรกนานมั้ย ?

          พ่อ : ไม่นานครับ ไม่เอะใจว่าจะรุนแรง

เมื่อไหร่ที่เขาทรุดจนต้องพาไปโรงพยาบาล ?

          พ่อ : วันที่เขาพาไปตรวจภูมิแพ้นั่นแหละครับ เขาอยู่โรงพยาบาลตลอด แต่ผมไม่ทราบเลยว่าอาการเป็นยังไง

          น้องชาย : ส่วนมากหมอจะคุยกับแม่ปุ๊กเลย เพราะอยู่กับหมอมากกว่า ไม่ได้คุยกับพ่อกับแม

เวลามีญาติพี่น้องเข้าโรงพยาบาล เราจะใจไม่ดี ตอนนั้นพอหมอแอดมิต คุณพ่อได้ถามมั้ยว่าทำไมหลานเป็นอะไร ทำไมต้องนอนโรงพยาบาล ?

          พ่อ : ก็เคยถามเขาเหมือนกันว่าตกลงเป็นอะไร แพ้อาหารทะเลหรือเปล่า เขาบอกว่าหมอไปเจาะเลือดตรวจ ผมก็รู้แค่นั้น

ตอนที่เห็นอาการรุนแรง คิดว่าจะเสียหลานอีกคนหรือเปล่า ?

พ่อ : ณ ตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกว่าจะเสียหลาน เพราะคิดว่าเป็นภูมิแพ้

หลานคนแรกผูกพันมาก หลานคนนี้ผูกพันแค่ไหน ?

          น้องชาย : ผูกพันครับ เล่นด้วยกันมา ผมก็กอดหอมเล่นทั้งคู่ ถ้าหยุดก็พาไปขับมอเตอร์ไซค์เล่น ดูเป็ดดูไก่ เพราะน้องบีชอบดูสัตว์ ตอนน้องเขาอยู่โรงพยาบาล ก็คิดถึงมาก ซึ่งตัวผมไม่เคยได้เข้าไปเยี่ยมเลย ผมไม่เคยได้ดูหน้าน้องตั้งแต่วันที่หมอห้ามเยี่ยม

ทำไมหมอห้ามเยี่ยม ?

          พ่อ : ปุ๊กเขาบอกว่าในช่วงโควิด เขากลัวจะติดเชื้อ นี่ตามที่ปุ๊กแจ้งมา

กลัวเสียหลานมั้ย ?

          น้องชาย : กลัว ไม่อยากเสียหลานคนนี้ไปเลย

เขาบอกน้องบีมีปัญหาที่ปาก ?

          น้องชาย : ผมเคยเห็นภาพแต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร เป็นปากดำ ๆ เหมือนปากเปื่อย

          พ่อ : ตอนนั้นก็ยังถามปุ๊กว่าน้องเป็นโรคปากเท้าเปื่อยหรือเปล่า

ตอนนี้ข่าวออกมาว่าน้องเหมือนน้องเอ แม่ปุ๊กวางยาน้องบีอีกแล้ว พอได้ยินข่าว คิดยังไง ?

          พ่อ : ผมตกใจมาก ก็คิดอยู่ว่าถ้าเขาจะวางยา เขาจะทำเพื่ออะไร ในเมื่อนั่นก็คือลูกแท้ ๆ ทำเพื่ออะไร

หลายคนโยงไปที่เงินบริจาค ?

          พ่อ : อันนี้ผมไม่ทราบเลยครับ

เขาบอกน้องเอโดนวางยา เพื่อเงินบริจาค และตอนนี้น้องบีก็โดนเหมือนกันเพื่อเงินบริจาค ?

          น้องชาย : ก็ตกใจ ถ้าส่วนตัวผมไม่อยากพูดว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ ผมอยากเห็นหลักฐานมากกว่า ถ้าทำจริงผมก็ยอมรับได้ครับ ผมก็อยากขอความยุติธรรมกับตำรวจด้วย เรื่องจุด ๆ นี้ครับ

หลายคนกล่าวหาว่าครอบครัวเกี่ยวข้องกับเงินบริจาค บ้านที่อยู่ตอนนี้ก็ได้จากเงินบริจาค ?

          พ่อ : บ้านหลังนี้เป็นน้ำพักน้ำแรงของผม ผมผ่อนมาเกือบ 20 ปี ยังไม่หมด ตอนนี้ปุ๊กอายุ 29 ตอนผมเริ่มซื้อบ้านเขาอายุแค่ 9 ขวบ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ผมเป็นคนผ่อนชำระเองทุกงวด ๆ และยังผ่อนอยู่

ตอนนี้สังคมมองว่าลูกสาวโหดร้ายอำมหิต รู้สึกยังไง ?

          พ่อ : ผมรู้สึกว่ามันรุนแรงมาก แล้ว ณ วันนี้ความจริงมันยังไม่ปรากฎ ก็น่าจะเป็นการฟังหูไว้หูบ้าง

ไม่ควรสรุปก่อนตำรวจ ?

          พ่อ : ใช่ครับผม

คุณแม่เป็นยังไงบ้าง ?

          พ่อ : เขาเครียดตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ เป็นเบาหวาน โรคหัวใจ ตอนนี้เครียดมากเบาหวานขึ้นตา เขาไม่ดูข่าว ไม่ฟังเลย เขาเครียด ผมก็เครียดครับ ผมจะพยายามไม่เล่าอะไรต่อ เขาถามก็บอกว่าลูกอยู่เรือนจำ ส่วนข้อกล่าวหาเขาไม่ได้ถาม ถ้าเขาถามผมก็จะบอกว่าเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน

ทนายบอกว่าถ้าปุ๊กผิดจริง เงินบริจาคที่ได้มา เขาอาจยึดคืน คิดว่าเป็นธรรมแค่ไหน ?

          พ่อ : ก็ปล่อยให้เขายึดครับ เพราะผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราไม่เห็นอะไรเลย

น้องชาย : ให้เขาเอาไปเลยครับ

ถ้าเป็นไปตามข้อกล่าวหา เงินจำนวนนี้ไม่ควรจะได้หรือเปล่า ?

          พ่อ : ก็ถือว่าเป็นเงินไม่สุจริตแล้ว ก็ไม่ควรจะได้ครับ

ถึงขั้นขอให้มีโทษรุนแรงถึงขั้นประหาร พ่อคิดยังไง ?

          พ่อ : ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมายครับ เราคิดอะไรไม่ได้ เราประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง เรื่องกฎหมายเราไม่ทราบ แม้แต่ตอนนี้เงินที่จะจ้างทนายก็ไม่มี

          ปอ : ตามกฎหมายเลยครับ

สมาชิกในครอบครัวรู้สึกยังไง ?

          พ่อ : เราก็เครียดกันพอสมควร บางอย่างเราไม่รู้เรื่องเลย แต่สังคมมาประณามว่าเราเป็นผู้ร่วมกระทำ เป็นครอบครัวที่เลวร้ายจะไม่มีที่ยืนในสังคม ถูกตัดสินไปแล้ว แต่เราก็อยู่กันปกติเพราะเรามีเพื่อนบ้านที่เข้าใจและคอยให้กำลังใจเราอยู่

น้องรู้สึกยังไง ที่ข่าวแรงมาก ?

          น้องชาย : เหนื่อยครับ ผมสงสารแม่สงสารพ่อ พ่อแม่เหนื่อยมาเยอะแล้ว (เสียงสั่นเครือ) ยังต้องมาเจอแบบนี้อีก บางวันนอนไม่หลับ ตีสองตีสามยังต้องมานั่งคุยกันเรื่องนี้ว่าจะเอายังไง เป็นยังไง บางวันแม่ช็อก เหมือนเขาหายใจไม่ออก (ร้องไห้) เหมือนคนชัก มือไม้ชา มันเหนื่อย เครียดมากครับ

ยังไปทำงานได้ตามปกติมั้ย ?

          พ่อ : ก็ยังทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าพอเราไปที่ทำงาน พยายามแยกเรื่องส่วนตัวกับงานออก แต่ก็อดเป็นห่วงที่บ้านไม่ได้

          ปอ : ผมไปได้ แต่พยายามไม่คุยกับใคร แต่มีรุ่นพี่ที่ทำงานเขาให้กำลังใจ ให้เราสู้ ๆ เดี๋ยวก็ผ่านไป

ตอนนี้ตำรวจเขาโยงเราด้วยมั้ย ?

          พ่อ : เขาโยงมาหาผมครับ ณ ตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ออกครับ

          น้องชาย : ตำรวจเขาพูดว่าอาจมีผู้สมรู้ร่วมคิดอยู่ภายในบ้าน ซึ่งในบ้านก็มีแค่พ่อแม่ผม มันก็คิดทุกคนว่าจะเป็นใคร

ยืนยันกี่เปอร์เซ็นต์ว่าเราบริสุทธิ์ ?

          พ่อ : ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ

          ปอ : ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ

อยากพูดอะไรกับลูกสาว ?

          พ่อ : ทุกอย่างก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนกฎหมาย ทำผิดก็ขอให้รับผิดไป พ่อคงช่วยอะไรไม่ได้มากกว่านี้

น้องล่ะ ?

          น้องชาย : ถ้าสิ่งที่พี่ทำผิดจริง ก็ยอมรับ ไม่ว่าจะติดคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตก็ต้องยอมรับ

อยากพูดอะไรกับโซเชียลที่ตัดสินไปแล้ว ?

          พ่อ : จริง ๆ แล้วผมยังยืนยันว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ปุ๊กทำ และขอให้ทุกอย่างยุติเถอะ ทุกวันนี้ผมและครอบครัวเครียดมาก แทบไม่เป็นอันทำงานแล้ว ผมก็ต้องกังวลกับการทำงานของผม ถ้าเกิดการทำงานของผมมีปัญหาอะไรขึ้นมา นั่นหมายความว่าทุกอย่างของผมล่มหมดเลย เพราะผมเป็นเสาหลักของบ้าน ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มเครียดขึ้นทุกวัน ๆ ผมขอร้องนะครับ ช่วยฟังหูไว้หู อย่าเพิ่งสรุปอะไรลงไป ก่อนได้รู้ความจริงทั้งหมด

ถ้าน้องบีกลับบ้านได้จะเอากลับมาเลี้ยงที่บ้านมั้ย ?

          พ่อ : เอากลับมาเลี้ยงที่บ้านครับ ยังรักและผูกพัน

ปอ : อยากได้มาเลี้ยงมาก (เสียงสั่นเครือ)

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here