ถ้าคุณเชื่อมั่นว่า Netflix จะกลายเป็นธุรกิจระดับโลก แล้วลงทุนซื้อหุ้นด้วยเงิน 1 ล้านบาท เมื่อ 18 ปีก่อน

ในวันนี้เงินลงทุนของคุณจะงอกเงย เพิ่มขึ้นมหาศาลถึง 360 ล้านบาท!!

ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนมาถึงวันนี้ Netflix ต้องเผชิญกับทั้งความสำเร็จ ทั้งการเปลี่ยนผ่าน ทั้งจุดวิกฤติจนบริษัทเกือบจะล้มหายไปถึง 2 ครั้งใหญ่

เรื่องราวทั้งหมดเกิดอะไรขึ้นบ้าง ติดตามสรุปได้ในบทความนี้ครับ…

[1. ธุรกิจที่เกิดขึ้นเพราะความกลัวเมีย…]

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 1997 เมื่อชายวัยกลางคนที่ชื่อ Reed Hastings เช่าวิดีโอเรื่อง Apollo 13 มาดู แล้วส่งคืนช้ากว่ากำหนด

นั่นทำให้ร้านเช่าวิดีโอคิดค่าปรับเขา 40 เหรียญ หรือประมาณ 1,200 บาท

Reed ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนั้นเขาเอาแต่เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเอง เพราะกลัวว่าถ้าบอกให้ภรรยารู้ เขาจะต้องโดนดุอย่างแน่นอน

ความคับข้องใจดังกล่าว ทำให้เกิดไอเดียขึ้นมาว่า “ทำไมคนเราจ่าย 30-40 เหรียญ แล้วเข้าใช้ฟิตเนสได้ตามใจตัวเอง!? เราก็น่าจะเอามาปรับใช้กับธุรกิจเช่าวิดีโอได้สิ??”

หลังจากนั้น Reed จึงชวนอดีตเพื่อนร่วมงาน Marc Randolph เข้ามาสร้างธุรกิจด้วยกัน และ NETFLIX ก็ถือกำเนิดขึ้นในปีนั้น

[2. ความแตกต่างที่ไม่แตกต่าง]

“เอาไอเดียเช่าแบบบุฟเฟ่ต์ มาใช้กับธุรกิจเช่าหนังนะ..จะบ้าเหรอ!?”

Netflix ยังคงให้สมาชิกเช่าแบบรายครั้ง เพราะกลัวว่าถ้านำเสนอไอเดียใหม่ไปเลย ลูกค้าจะไม่กล้าลอง แล้วธุรกิจของพวกเขาจะไปไม่รอด

Reed ผู้ซึ่งยังไม่มั่นใจในไอเดียของตัวเอง ยอมทำโมเดลธุรกิจตามคู่แข่งรายอื่นๆ ในตอนนั้นไปก่อน

เพียงแต่ว่า…

ในปี 1997 มีเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า DVD เข้ามาเป็นคู่แข่งของวิดีโอเทป VHS

พวกเขาจะต้องเลือกว่า จะให้เช่าแบบวิดีโอเทป ซึ่งคนคุ้นเคย และมีเครื่องเล่นใช้งานกันอยู่ทั่วประเทศ หรือจะเลือกเปิดร้านเช่า DVD ที่แม้จะดูน่าสนใจ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้จัก

เมื่อพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียแล้ว Reed จึงเลือกที่จะเดิมพันธุรกิจไว้กับหนังแบบ DVD

พร้อมกันกับที่ยุคนั้น เป็นยุคสมัยที่ผู้คนเริ่มใช้งานอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น

Netflix จึงเลือกที่จะวางระบบเว็บไซต์ นอกจากลูกค้าจะเช่าด้วยตัวเองแบบเดิมๆ ยังสามารถเข้ามาจองหนังบนหน้าเว็บไซต์ แล้วร้านก็จะจัดส่งไปให้ทางไปรษณีย์อย่างรวดเร็ว

พวกเขาถึงกับเคลมว่าตัวเองเป็น “ร้านเช่า DVD ออนไลน์ เจ้าแรกในสหรัฐอเมริกา”

เป็นการนำเสนอความแตกต่างใหม่ๆ บนพื้นฐานธุรกิจเดิมๆ และนั่นก็ทำให้พวกเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งปี 1999 เมื่อธุรกิจตั้งตัวได้ และมีผู้ใช้ประจำพอสมควร

Reed ลองเปิดให้สมาชิกใช้บริการแบบบุฟเฟ่ต์ ที่เขาตั้งใจจะทำมาตั้งแต่ตอนเริ่มธุรกิจใหม่ๆ โดยยังทำควบคู่ไปกับการเช่ารายครั้งด้วย

เมื่อเห็นว่ามันไปได้สวย มีลูกค้ามาใช้บริการสมาชิกรายเดือนเพื่อเช่าแบบบุฟเฟ่ต์มากขึ้น

ในต้นปี 2000 นั้น Netflix จึงยกเลิกระบบเช่ารายครั้ง เหลือเพียงบริการแบบรายเดือนเท่านั้น และปรากฏว่ายอดผู้ใช้ก็ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ผ่านไปไม่ถึงปี พวกเขามีสมาชิกรายเดือนถึง 300,000 คน!!

[3. กว่าจะมาถึงวันนี้ เกือบล้มไปถึง 2 ครั้ง]

แม้จะเป็นผู้ให้เช่า DVD ออนไลน์เจ้าแรก จนได้รับความนิยมอย่างสูง แต่จุดอ่อนของ Netflix ก็มีอยู่หนึ่งอย่าง…

“พวกเขาต้องส่งวิดีโอทางไปรษณีย์”

นั่นทำให้ค่าใช้จ่ายด้านไปรษณีย์ของพวกเขาสูงมาก และเมื่อไปรษณีย์สหรัฐฯ ทำการปรับราคาค่าส่งขึ้น ก็ส่งผลให้ Netflix เกิดปัญหาทางการเงินขึ้นมา

เรื่องดังกล่าวรู้ไปถึงหู Blockbuster ผู้ให้เช่าภาพยนตร์รายใหญ่ในสหรัฐฯ

Blockbuster จึงยื่นข้อเสนอเพื่อเข้าซื้อกิจการของ Netflix ในปี 2000

ข้อเสนอก็คือ Blockbuster จะดูแลและจัดการเรื่องการเช่าและการจัดส่งทั้งหมด ด้วยระบบที่รายใหญ่มี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก

แต่ในส่วนของเว็บไซต์ จะต้องเปลี่ยนชื่อเป็น Blockbuster และชื่อ Netflix นั้นจะหายไป

ปรากฏว่า Reed ยื่นข้อเสนอขายที่ราคา 50 ล้านเหรียญ 1,500 ล้านบาท เพราะเขาคิดว่าระบบออนไลน์ที่ Netflix สร้างขึ้นมานั้นมีค่ามหาศาล

แต่ Blockbuster ไม่เห็นด้วยว่ามันมีมูลค่าสูงขนาดนั้น การเจรจาซื้อขายในครั้งนั้นจึงจบลงด้วยความล้มเหลว

และนั่นก็นำมาสู่การเกิดวิกฤติครั้งที่ 2 ภายหลังจากนั้นไม่ถึงปี

วิกฤติฟองสบู่ดอทคอม ที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซ้ำร้ายด้วยเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรด ในเดือนกันยายน 2001

ส่งผลกระทบมาถึง Netflix ทำให้ธุรกิจที่แทบไม่มีกำไรอยู่แล้ว ต้องเจอกับปัญหาเงินสดขาดมือเข้าไปเต็มๆ

Reed พยายามยื้อทุกวิถีทางเพื่อรักษาชื่อของ Netflix เอาไว้ จนกระทั่งเขาต้องปลดพนักงาน 40 คน จากทั้งหมด 120 คน เพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัท

และหลังจากยื้ออยู่นาน แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็มาถึง..

ช่วงคริสมาสต์ปี 2002 ซึ่งเป็นช่วงที่คนนิยมจับจ่ายใช้สอยมากที่สุด เกิดเทรนด์การใช้งาน “เครื่องเล่น DVD” ขึ้นมาอย่างพอดิบพอดี

เครื่องเล่น DVD กลายเป็นสินค้าขายดีที่สุดในปีนั้น และนั่นทำให้ความต้องการดูหนังแบบแผ่น DVD เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

สิ่งที่ Reed เดิมพันมาตั้งแต่ปี 1997 เห็นผลแล้ว พวกเขาเลือกอยู่ถูกฝั่ง และส่งผลให้ Netflix เริ่มกลายเป็นผู้ให้เช่าหนังรายใหญ่ของสหรัฐฯ

[4. “กล้า” ที่จะเปลี่ยนผ่าน]

ตั้งแต่ปี 1997 ที่เริ่มเปิดบริษัท Reed ก็มองว่าอินเตอร์เน็ตจะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันแพร่หลายในอนาคต

จนกระทั่งถึงปี 2002 บริษัท Netflix เข้าซื้อขายในตลาดหุ้น เป็นผู้ให้เช่า DVD รายใหญ่แล้วก็ตาม เขาก็ยังคงคิดแบบนั้นอยู่

เขามองว่าสักวันโลกจะต้องเปลี่ยนผ่านมาเป็นการรับชมหนังจากอินเตอร์เน็ต เพียงแค่ตอนนั้น “คุณภาพอินเตอร์เน็ตยังไม่พร้อม”

ในปี 2005 นั้น Netflix ก็เลยเตรียมจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชื่อว่า Netflix Box

เพียงลูกค้านำกล่องดังกล่าวไปติดตั้งกับทีวี ก็สามารถเปิดเพื่อเลือกเช่าหนังได้ จากนั้นหนังจะถูกดาวน์โหลดลงกล่อง ให้ลูกค้าได้ดูในวันถัดไป ไม่ต้องรอหนังส่งทางไปรษณีย์แล้ว

พวกเขาพัฒนากล่องนี้ เตรียมแผนการตลาด และกำลังจะวางจำหน่ายกล่อง

เพียงแต่.. มีเว็บไซต์ชื่อ YouTube เปิดให้บริการในปีนั้น

แม้สินค้าใหม่พร้อมวางขาย Reed ก็สั่งให้ทีมงานทบทวนแผนผลิตภัณฑ์ของพวกเขาทันที พร้อมกับเกิดแนวคิดที่ว่า..

“เมื่อ YouTube ทำเว็บดูวิดีโอออนไลน์ได้ แล้วทำไม Netflix จะทำไม่ได้!?”

สุดท้าย Netflix Box ที่พร้อมทุกอย่างแล้ว ถูกยกเลิกการวางขาย พร้อมกับทุ่มพัฒนาบริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์บนเว็บไซต์แทน

ปี 2007 เป็นปีที่ Netflix ฉลองยอดปล่อยเช่า DVD ครบ 1,000 ล้านแผ่น

พวกเขาเฉลิมฉลองตัวเลขนั้น ไปพร้อมๆ กับการรู้ว่า ไม่สามารถฝากอนาคตไว้กับ DVD ได้ตลอดไป และเปิดบริการสตรีมมิ่งในปีเดียวกัน

ในช่วงแรก มีหนังให้ดูออนไลน์ประมาณ 1,000 เรื่อง และคุณภาพก็ไม่ดีเท่าไร ขึ้นอยู่กับสัญญาณอินเตอร์เน็ตของลูกค้าแต่ละคน

เทียบกับ DVD ที่มีอยู่ประมาณ 100,000 เรื่อง และภาพคมชัดกว่าไม่ได้เลย

แต่ Netflix ไม่สนใจ บริษัทยังคงมีแผนงานที่ชัดเจน

จากนั้นพวกเขาเปิดให้สมาชิกรายเดือน รับชมแบบออนไลน์ได้ฟรี จึงทำให้หลายคนกล้าที่จะมาลองใช้บริการสตรีมมิ่ง ซึ่งยังเป็นสิ่งใหม่ในยุคนั้น

ผ่านไปเพียง 2 ปี คลังหนังออนไลน์เพิ่มมาเป็น 12,000 เรื่อง

พร้อมกับยอดผู้ใช้งานสตรีมมิ่งที่เติบโตขึ้น พร้อมกับสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ดีขึ้น และพร้อมกับ “ยอดขาย DVD” ที่ลดลงไปทุกๆ ปี

[5. ชายผู้เดิมพันถูกข้าง]

เหมือนกับตอนที่ Reed เคยเดิมพันระหว่าง DVD กับวิดีโอเทป VHS เมื่อปี 1997 ครั้งนั้นเขาก็เลือกได้ถูกข้าง

ครั้งนี้เขาเลือกที่จะเมิน DVD ที่เคยทำเงินมหาศาล แล้วไปเดิมพันกับ

“Streaming” แทน ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่เขาอยู่ฝั่งถูก

ยอดผู้ใช้งานสตรีมมิ่ง คุณภาพอินเตอร์เน็ต และกำไรของบริษัทเติบโตสูงขึ้นในทุกๆ ปี

โดยเฉพาะในปีล่าสุด Netflix มีผู้ใช้งานทั่วโลก 160 ล้านคน ทำรายได้ 640,000 ล้านบาท และมีกำไรถึง 57,000 ล้านบาท

ราคาหุ้นเติบโตจาก 1.20 ดอลลาร์ ในปี 2002 มาอยู่ที่ 439 ดอลลาร์ ในปี 2020

และตอนนี้ มูลค่าของกิจการ Netflix นั้นสูงทะลุ 6 ล้านล้านบาทแล้ว!!

ความสำเร็จนี้ ส่งผลให้ Reed Hastings กลายเป็นมหาเศรษฐีที่ได้รับการประเมินว่ามีทรัพย์สินสูงถึง 150,000 ล้านบาท

(ซึ่งถ้าเขาอยู่ในไทย เขาก็จะเป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สินอันดับ 6 ของประเทศ)

และนี่ก็คือสรุปเรื่องราวของธุรกิจสตรีมมิ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเติบโตผ่านร้อนผ่านหนาวมา 22 ปี และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปอีกในอนาคต..

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนจบ คิดเห็นอย่างไรมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในคอมเมนต์ได้เลยครับ…

แต่..!! ถ้าใครไม่รู้จะคอมเมนต์อะไร อยากที่จะรับชมภาพยนตร์ แอนิเมชัน และซีรีส์ใหม่ๆ บน Netflix มากกว่าล่ะก็

สามารถชมได้ในราคาประหยัด เริ่มต้นเพียงเดือนละ 99 บาทเท่านั้น

ไปจนถึงแพ็คเกจพรีเมียมราคาเดือนละ 429 บาท ซึ่งจะได้ชมแบบ Ultra HD ชัดเต็มตาพร้อมกันได้ถึง 4 จอทั้งบนมือถือ โน้ตบุ๊ค และทีวีอีกด้วย

โดยเฉพาะช่วงกักตัวแบบนี้ หยุดเชื้อ อยู่บ้าน ดูหนังกันให้จุใจ สมัครกันได้เลยนะครับที่ https://www.netflix.com/signup

แพ็คเกจดีขนาดนี้ ต้องรีบไปสมัครกันแล้ว!!!! 😆😆🤣

Cr: Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน

กด Like 👍 และตั้งค่าติดดาว See First 🌟

เพื่อติดตามเรื่องใหม่ๆ ได้ก่อนใครนะครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here