หลังจากที่เปิดศึกการค้ากันมาเป็นเวลา 18 เดือน ในที่สุดสหรัฐอเมริกาและจีน ก็ได้ลงนามจัดทำข้อตกลงการค้าฉบับแรก ที่เรียกว่า “ข้อตกลงการค้าเฟส 1” ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2563 นับเป็นก้าวแรกในการยุติข้อพิพาททางการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่มากที่สุด 2 อันดับแรกของโลก

ผู้ที่ลงนามฝ่ายสหรัฐฯ คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และฝ่ายจีนคือนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายจีนมาโดยตลอด การลงนามมีขึ้นที่ทำเนียบขาว “นี่เป็นข้อตกลงที่เหลือเชื่อ ที่จะนำไปสู่สันติภาพที่มั่นคงทั่วโลก ตอนนี้ทั้งสหรัฐฯและจีนกำลังร่วมแก้ไขสิ่งที่เคยผิดพลาดมาในอดีต และจะทำให้อนาคตของผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และครอบครัวชาวอเมริกัน ประสบกับความมั่นคงและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ” ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าว และย้ำด้วยว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะมีมาตรการบังคับใช้ที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ

หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวแถลงเป็นเวลาเกือบชั่วโมง นายหลิว เหอ ในฐานะตัวแทนฝ่ายจีน ได้อ่านสาส์นจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนถึงผู้นำสหรัฐฯ ความว่า ข้อตกลงการค้าเฟส1 เป็นสิ่งที่ดีทั้งต่อจีน สหรัฐฯ และทั้งโลก ในก้าวต่อไปทั้งสหรัฐฯและจีนจะต้องนำข้อตกลงการค้านี้มาดำเนินการในเชิงปฏิบัติอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ เนื้อหาสาระสำคัญของข้อตกลงการค้าเฟส1 สามารถสรุปได้ดังนี้ คือ

+ ฝ่ายจีนจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ว่าด้วยการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่เข้มงวดรัดกุมยิ่งขึ้น ยื่นเสนอต่อสหรัฐฯภายในเวลา 30 วันนับจากที่ข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ แผนดังกล่าวจะต้องครอบคลุมถึงมาตรการต่างๆที่จีนจะนำมาใช้เพื่อดำเนินการตามพันธะสัญญาที่ให้ไว้ในข้อตกลง และจะต้องกำหนดวันที่ชัดเจนด้วยว่า แต่ละมาตรการจะมีผลเริ่มดำเนินการเมื่อไร

+ในข้อตกลงระบุชัดว่า บริษัทสหรัฐฯควรจะสามารถดำเนินธุรกิจในจีนได้โดยไม่ถูกบังคับหรือกดดันให้ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีของตนให้กับบุคคลหรือบริษัทอื่นที่เป็นฝ่ายจีน เนื้อหาในประเด็นนี้ระบุว่า “การถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจและเป็นความตกลงใจร่วมกัน”
+จีนจะเพิ่มการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯในหมวดสินค้าอุตสาหกรรม พลังงาน สินค้าการเกษตรและบริการ คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 200,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 6 ล้านล้านบาท) ในระยะ 2 ปีข้างหน้า

+จีนรับปากจะพยายามขจัดการจำหน่ายสินค้าปลอม-สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ให้หมดไป

+จีนจะเพิ่มช่องทางการเข้าสู่ตลาดจีนให้กับบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินของสหรัฐฯ

+ ภายใต้ข้อตกลง สหรัฐฯยกเลิกการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนระลอกใหม่ที่เดิมกำหนดมีผลในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สหรัฐฯยังปรับลดภาษีที่ขึ้นไปแล้วก่อนหน้านี้ ให้ลดลงมาอยู่ที่อัตรา 7.5% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์

ก่อนหน้าที่จะมีการลงนามข้อตกลงการค้าเฟส1 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังได้เผยแพร่รายงานรอบครึ่งปีเมื่อวันที่ 13 ม.ค. ถอดถอนจีนออกจากบัญชีประเทศที่บิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า (currency manipulator)

ประธานาธิบดีสหรัฐฯยอมรับว่า ข้อตกลงฉบับนี้คลี่คลายความกังวลใจได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะกำแพงภาษีบางส่วนก็ยังถูกคงไว้ ไม่ได้ปรับลดลงมา เพราะเขาเองมีความเห็นว่า อัตราภาษีที่คงไว้นั้นควรจะมีการปรับลดลงก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายสามารถจัดทำข้อตกลงการค้าเฟส2 “พูดอีกอย่างก็คือ เราคงอัตราภาษีเอาไว้เพื่อเอาไว้เป็นเครื่องมือในการเจรจา” ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าว

ด้าน นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ข้อตกลงฉบับแรกนี้มีผลทำให้จีนต้องปรับพฤติกรรมการค้า ภายในไมกี่เดือนข้างหน้าก็คงจะเห็นกันว่าจะสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ และการที่สหรัฐฯคงอัตราภาษีที่เก็บเพิ่มจากสินค้าจีนบางส่วนเอาไว้ก็เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯมีเครื่องมือเอาไว้บังคับใช้ข้อตกลง ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มการเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าเฟส2 ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯต้นเดือนพ.ย.ศกนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์แสดงความกังวลว่าจีนจะสามารถรองรับการซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ ได้จริงหรือไม่ และการที่จีนพึ่งพาสินค้าจากอเมริกามากเกินไปก็อาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจีนเองได้เช่นกัน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here